Jumphonphat's profilemayteedangrusmesoponPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
10/7/2007 งานเขียน ครั้งแรก หลังจากเดินทางมา อังกฤษการเดินทางมันชั่งเหนื่อย จริง ออกจาก กรุงเทพ ตี ๒.๓๐ ไปถึง Dubai ตี ๕.๓๐ (เวลา Dubai) รอเครื่องบินออก ๗.๒๐ ก้อเลยไปเดิน shopping แต่ไม่ได้ซื้ออะไรเลย เพราะว่าไม่อยากใช้เงิน...แล้วก็แบกของหนักแล้วเลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย...ต่อไปก็เป็นการขึ้นเครื่องครั้งที่สองต่อกันไป หลับอีกซะเลย จะได้ไม่เซ๊ง แต่ก็เบื่อนิดหน่อย แล้วไปลงจอด เวลา ๑๒.๒๐ (เวลา England) ก้อต้องเจอกันด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งออนบอกว่านาน เพราะคนเยอะ แต่ตอนมาคนไม่มีเลย เลยผ่านได้อย่างง่ายดาย ไม่รู้เพราะเค้าไม่เข้าใจเราแล้วขี้เกียจถามมั้งเลยปล่อยผ่าน อย่างงง กันไป หลังจากนั้นก้อต้องไปรอ รถ coach อีก ประมาณ ๔ ชั่วโมงเพราะว่าออน จองรถให้ตอน ๑๖.๒๐ เลยตอนรออย่างนานอีกแล้ว ก้อไม่รู้จะทำอะไรดี ตอนแรกก็งง ๆ จะทำอะไรดีว่ะ ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องโทรศัพท์ก่อน ก็เลยหาเหรียญโทรศัพท์เพราะว่ามีแต่ แบงค์มันโทรไม่ได้ ก็เลยไปซื้อของที่ ร้านขายของหาของที่ถูกที่สุด อิอิ เจอแล้วเป็นน้ำดื่ม ซึ่งเค้าติดป้ายไว้ที่ ๒๖p คือไม่ถึง ๑ ปอนด์ ก็เดินไปคิดเงิน พอเค้ารูดบาโค้ด พนักงานก็ตกใจ เป็นไปได้ยังไง ถูกเกินไปหรือเปล่า เค้าก็รูดอีก แล้วก็หันไปถามพนักงานคนข้าง ๆ ว่า"เฮ้ย มันผิดเปล่าว่ะ" อีกคนนึงก็เลยหยิบไปรูดบ้าง.. แม่งเท่าเดิมอะแหละ ก็มันติดป้ายไว้เท่านั้นอ่ะ ไม่ผิดหรอก อยากพูด แต่พูดไม่ได้ จนมีผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามา เหมือนเป็นหัวหน้า บอกว่าใช่ ราคานั้นแหละถูกแล้ว ไอ้คนนั้นมันก้องง โคตรถูกเลยไม่เคยเจอ ราคานี้มาก่อน .....ก็เลยได้คิดเงินซะที แล้วก็ได้เหรียญมาโทรศัพท์ ซะ ก็เลยโทรหา ๓ สาย ๑.ป๋าม้า ๒.ฝน ๓.ออน เสียเงินกันไป ประมาณ ๓ ปอนด์ได้ แพงเอาการ จากนั้นก็ไปนั่งรอรถ coach ....................................................................................รอจนแล้วจนเล่า ก็ถึงเวลา ๑๖.๒๐ ก็ได้เดินทางลงมาสู่ Portsmouth ใช้เวลาอีกประมาณ ๓ ชั่วโมง ทรมานมากๆ กว่าจะมาถึง ท่ารถที่จะต้องลง หลับบ้าง ฟังเพลงบ้าง ดูวิวบ้าง เหนื่อยมากๆ พอถึงท่ารถออนก็มารับกลับบ้านพัก ออนถามว่า "ขึ้น Taxi ไหม" กลัวแพงไง ก็เลยบอกว่า เดินแล้วกัน ชมวิว ออนบอกว่า ๒๐ นาทีเอง .......ก็เลยเดิน .................เดิน ..... เดิน......เด.......ดิ....น ... ไกลเลยอ่ะ ไม่รู้เพราะมีของหรือเปล่าแต่แบบว่า เหนื่อยอีก มาถึงบ้าน แทบหมดแรง ข้าวปลาก็ไม่ได้กินตั้งแต่ บนเครื่องลำที่สอง ออนเลยทำกับข้าวให้กิน...ก็อิ่มกันไป วันนี้แค่นี้ก่อนแล้วกันวันหลังค่อยมาใหม่ ฝากถึง ป๋าม้า ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ
รายละเอียดยังไม่ค่อย ชัดเจนแต่เหนื่อยแล้ว ขอตัวลาก่อนแล้วกัน 4/27/2007 ช่วงเวลา...คุณเคยไหมที่ไปดูหนังคนเดียว !
คุณเคยไหมที่ไปดูหนังคนเดียว !
คุณเคยไหมที่ไปดูหนังคนเดียว !
คุณเคยไหมที่ไปดูหนังคนเดียว !
คุณเคยไหมที่ไปดูหนังคนเดียว !........................................และคุณเคยไหมที่ไปดูหนังในโรงมึคนเดียว !
วันนี้มันได้เกิดขึ้นกับผมแล้ว
วันนี้วันที่ 26 เมษายน 2550 หลังจากเรียนภาษาเสร็จ ก็ได้เดินทางไปดูหนังที่ house คืออยากไปดูหนัง เรื่อง 11:14(elevenfourteen) ไปถึง 4 ทุ่ม หนังฉาย 4 ทุ่ม 15 ก็ไปจองตั๋วหนังเลือกที่หนัง ...... เห็นหน้าจอ ตกใจไม่มีใครจองตั๋วเลย จองเสร็จยังมีเวลาเหลือก็เลยลงไปซื้อของที่ Top supermarket เพราะว่าข้างบนเค้าปิดแล้วลงไปซื้อน้ำ แล้วก็ขึ้นมาโรงหนัง...........ไม่มีคนเลย(คิดในใจกูดูหนังคนเดียวแน่ๆ)
เวลาประมาณ 10:10 ก็ได้เดินมาหน้าโรง แล้วรอคนเก็บตั๋วซึ่งไม่รู้ไปอยู่ไหน...รอสักพักก็มาแล้วเราก็ได้เดินเข้าไปในโรง
(เงียบ).......................................................................
เงียบมากมีแต่เสียงแอร์ แล้วก็เสียงดนตรีที่เค้าเปิดไว้ นอกจากนั้นไม่มีเสียงอะไรอีกเลย เงียบจนแบบว่า ...เงียบจริงๆ เพราะปกติต้องมีเสียงคนคุยกัน เสียงขนม เสียงถุง เสียงคนเดิน เสียงอีกมากมายที่เกิดขึ้น แต่ ณ ตอนนี้ไม่มีเสียงนั้น เสมือนอยู่ในโลกนี้คนเดียว ...เวลาผ่าน...ไป ๆๆ ทำให้รู้สึกได้เลยว่า ถ้าเราต้องอยู่ในโลกนี้คนเดียว แม่งแย่แน่ๆ เหงามาก
(เงียบ).......................................................................
แล้วพอถึงเวลา ก็มีตัวอย่างหนังให้ดูก่อน หนังจะเริ่ม(ผมโคตรดีใจเลยที่มีเสียงอย่างอื่นบ้างแล้ว ถึงจะไม่ได้มีเสียงคนสด ๆก็เถอะ เพราะถ้ามีเสียงคนสด ๆ ตอนนั้น ผมก็คงวิ่งป่าราบ แน่ๆ ) มีตัวอย่างหนังเรื่องนึง แล้วก็เพลงสรรเสริญ... ถึงตอนนี้ผมก็เริ่มในสิ่งที่ผมคิดว่าทำในสิ่งที่ผมอยากทำมานานแล้ว คิดผมร้องเพลงสรรเสริญไปด้วย ร้องออกเสียง เลยไม่ต้องกลัวที่จะมีใครมองเรา ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาด่าเรา มันเป็นอารมณ์นึง ที่เวลาปกติคงทำไม่ได้จริงๆ
แล้วหนังก็ได้เริ่มฉายไปตามเวลาของมัน ดีนะครับที่หนังที่ผมเลือกไม่ใช่ หนังเหงา เศร้า เงียบ หนังที่ผมเลือกดูเป็นหนังสนุก วุ่นวายดี มากล่าวถึงหนังบ้าง ชื่อหนังก็บอกไป แล้ว 11:14 หรือ elevenfourteen ตรงตัวมากๆ
เป็นหนังที่พูดถึง (ยืมใบปลิวมา) 11:14 เริ่มต้นขึ้นในกลางดึกคืนหนึ่ง นาฟิกาบอกเวลา 5 ทุ่ม 14 นาที ชายหนุ่มคนหนึ่งบึ่งรถอยู่บนทางสายเปลี่ยวแต่เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง เด็กวัยรุ่นคึกคะนอง 3 นายซิ่งรถอยู่บนท้องถนน แล้วก็เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง สาวเซ็กซี่รายหนึ่งกำลังวุ่นวายกับการสับรางรถไฟหนุ่มๆ แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง... ทุกอย่างเริ่มต้นตอน 5 ทุ่ม และจบลงที่ 5 ทุ่ม 14 นาที
เก๋ากว่า Pulp Fiction มันกว่า Memento
A Dark Comedy Where Everything Can Change In A Minute
ถ้าใครอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นต้องมาดูเอง รับรองว่ามัน
จนเวลาผ่านไปหนังก็ได้จบลง... ผมก็ได้เดินออกมาจากโรง เดินตามทางเดินซึ่งไม่มีคนอยู่ซักคน ...... เสมือนโลกนี้ไม่มีใครเหลือแล้ว ทันใดนั้นผมเดินจนสุดทางออก ผมก็ได้พบ...........................คน ยังมีคนอยู่กับเราด้วย เราไม่ได้อยู่ในโลกนี้คนเดียว ผมว่านะ ใครก็ตามที่ชอบรำพึง รำพันว่าไม่มีใครอีกแล้ว ซึ่งผมว่ามันไม่จริงหรอก เพราะว่ายังมีคนอีกมากมายในโลกนี้ อีกเป็นกี่ล้าน กี่แสนคนที่ยังอยู่กับเรา เดินทางไปกับเวลาเดียวกัน อยู่ที่เราต่างหากที่จะทำอย่างไรให้เราไม่อยู่คนเดียว ออกไปข้างนอก อาจจะไม่อยู่แค่ใน บ้าน หมู่บ้าน ตำบล เมือง จังหวัด ประเทศ ทวีป หรือ...อยากจะต่างโลก (ซึ่งผมคิดว่ามีแน่ๆ โลกใบอีก) มีอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ หรือคนที่เราไม่รู้จัก
*จงอย่าใช้ชีวิตอยู่ในโลกแคบๆ (มาเป็นเรื่องนี้ได้ยังไง งง! 555)
ให้คุณคิดเล่นๆ ว่า ถ้าคุณอยู่บนโลกใบนี้คนเดียวคุณอยากจะทำอะไรบ้าง หรือไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย ?
ป.ล. หนังเค้าสนุกจริงๆ อยากให้มาดู แล้วอาจจะได้ประสบเหตุการณ์แบบผม
2/8/2007 หลีลี่ยังไม่หลง (สารกระตุ้น ฉบับ 12 มกราคม 2550 หน้าสุดท้าย)ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเจอ เรื่องๆ หนึ่ง อ่านแล้วรู้สึกอะไรบางอย่างเลยอยากให้ คนอื่นอ่านบ้าง ลองอ่านดูแล้วกันนะครับ
หลีลี่ยังไม่หลง
เพื่อนผมคนหนึ่งเคยขับรถไปต่างจังหวัดแล้วหลงทางชนิดไม่รู้เหนือรู้ใต้ ทางออกทางเดียวที่คิดได้ในตอนนั้นคือ ขับรถเข้าปั๊มน้ำมัน แล้วถามเด็กปั๊มว่า "ที่นี่ที่ไหน"
เด็กปั๊มหันมาตอบอย่างมั่นใจว่า "ปั๊มครับ"
...
เรื่องที่ผมฟังมามีแค่นี้ สุดท้ายก็ต้องเดากันเองว่าเพื่อนคนนี้จะหาทางออกให้กับชีวิตได้ยังไง
ทุกคนเกิดมาต้องเคยหลงทางเป็นธรรมดาอย่างเถียงน่า ไม่มีใครไม่เคยหลงทางหรอก ผมเองตอนที่ยังเป็นเด็กบ้านนอกแก้มใสหัวใจสะออนอยู่ก็กลัวการเดินทางไกลคนเดียวเป็นอย่างมาก วันดีคืนดีพ่อก็ยุให้ลองนั่งรถมาเที่ยวกรุงเทพฯ คนเดียวถึงแม้ระยะทางจากบ้านจะห่างจากกรุงเทพฯ แค่นั่งรถ 2 ชั่วโมง แต่ผมก็ยังไม่กล้าอยู่ดี เหตุผลหลักที่จำได้ตอนนั้นก็คือ กลัวหลงทาง
จนกระทั่งวันหนึ่งในวัยมัธยมต้น ผมได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า First trip ของ Tung Nien อย่าเพิ่งตกใจว่าผมอ่านเรื่องสั้นภาษาต่างประเทศตั้งแต่ยังเด็ก นี่เป็นแค่ชื่อภาษาอังกฤษที่เขาแปลเป็นไทยในชื่อเรียบง่ายว่า "ไปเยี่ยมย่า" เรื่องสั้นธรรมดาๆ ในหนังสือรวมเรื่องสั้นธรรมดาๆ หน้าปกเป็นรูปดอกกุหลาบเชยๆ ที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น หยิบมาอ่านทีไรก็ยังง่วงนอนได้ทุกครั้งเหมือนเดิม แต่น่าแปลกที่มันกลับมีอิทธิฟลต่อจิตใจผมมากเหลือเกินตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันชักคันมืออยากเล่าแล้วสิว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้มันเป็นยังไง
เรื่องเกี่ยวกับเด็ก ป.3 คนหนึ่งที่ชื่อ หลีลี่ ถูกพ่อยุให้ออกเดินทางไปเยี่ยมย่าที่ต่างจังหวัดด้วยรถไฟเพียงลำพัง ในขณะที่แม่แสดงออกเป็นห่วงจนออกนอกหน้า พ่อกลับย้ำกับหลีลี่อย่างมั่นใจว่า "ไม่มีอะไรต้องกลัวเลยจริงๆ สิ่งที่ลูกต้องทำก็คือให้รู้ว่ากำลังอยู่ที่ไหน และกำลังจะไปที่ไหนเท่านั้นเอง" ตอนสุดท้าย หลีลี่นั่งรถไฟเลยสถานีจุดหมายไปเพราะเคลิ้มหลับ แต่เมื่อตื่นขึ้นมา หลีลี่ตกใจเล็กน้อยแล้วก็นึกถึงคำของพ่อ จากนั้น เด็กป.3 คนนี้ก็ใจเย็นลง แล้วบอกกับตัวเองว่า ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรเลย ก็แค่เดินลงสถานีหน้า แล้วนั่งรถไฟย้อนกลับมาที่สถานีจุดหมายก็ได้แล้ว
และแล้ว ผมก็รู้สึกเหมือนกับพบหนทางสว่างผ่องอำไพที่เบื้องหน้า หลังจากนั้น ผมก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางไกลไปไหนมาไหนคนเดียวได้โดยที่ไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไป เพราะถ้ารู้ว่ากำลังหลงทาง ก็แค่ให้รู้ตัวว่าตอนนี้เรากำลัวอยู่ที่ไหนและกำลังจะไปที่ไหนหลังจากนั้นก็เช็คดูกับแผนที่ดูป้ายบอกทาง หรือไม่ก็ถามคนแถวนั้นก็สามารถไปถึงจุดหมายได้แล้ว
เวลาผ่านไปอีกหลายปี ตอนนี้หลีลี่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาเป็นเด็กฉลาดและเรียนเก่งจนคุณครูแนะนำให้สอบเข้าเรียนหมอ ทั้งที่ตัวเขามีความสุขกับการวาดรูปประกอบนิทานเด็กมากกว่า หลีลี่เรียนหมอจนจบแล้วก็ยังอุตส่าห์ได้ทุนไปเรียนต่อที่เมืองนอก แต่พอไปถึงที่โน่นแล้วก็กลับงง ๆ ว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ พอแอบไปลงเรียนวาดรูปอย่างที่ตั้งใจ ก็กลับรู้สึกผิดว่าควรจะใช้เวลาไปทุ่มเทเพื่อเป็นหมอที่เก่งกว่านี้มากกว่า แต่ทุกครั้งที่เขากลับไปทำงานตามหน้าที่ เขาก็พบว่าตัวเองไม่มีความสุข และที่ที่เข้าอยู่ก็ไม่ใช่ที่ที่เขาต้องการตั้งแต่ทีแรก
ถ้าจะเปรียบไป ชีวิตก็เหมือนการเดินทาง เป็นการเดินทางไกลที่ไม่มีป้ายบอกทาง หลายครั้งที่ชีวิตเราหลงทางไปที่ไหนก็ไม่รู้ หลายคนกำลังใช้ชีวิตอยู่กับการค้นหาที่ยิ่งค้นไปเท่าไรก็ยิ่งงงว่าตัวเองกำลังค้นหาอะไรกันแน่ หลีลี่เองก็กำลังเครียดหนักกับหลักกิโลเมตรนี้ของชีวิตอยู่ จนกระทั่งเสียงของพ่อก็ดังเข้ามาในหูอีกครั้งว่า "ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัวเลย สิ่งที่ลูกต้องทำก็คือให้รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน และกำลังจะไปที่ไหนเท่านั้นเอง"
แล้วคุณรู้แล้วหรือยังว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน และกำลังจะไปที่ไหน
..................................................
แต่สำหรับผมแล้ว ณ ตอนนี้ ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนเลย...
|
|
|